สังฆราชทรงเตือนพระทั่วประเทศ ทุจริตต้องรับโทษหนัก

สมเด็จพระสังฆราช ทรงเตือนพระสังฆาธิการทั่วประเทศ เป็นเจ้าพนักงาน หากปฏิบัติหน้าที่ทุจริต ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กฎหมายบ้านเมืองไม่มีข้อยกเว้น ทรงกำชับกวดขันคัดคนบวช ดูแลพระ-เณรให้อยู่ในพระธรรมวินัย จากการประชุมพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ตามมติมหาเถรสมาคม(มส.) ถือเป็นการประชุมใหญ่ระดับเจ้าคณะปกครองครั้งแรกของคณะสงฆ์ไทย ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(อัมพร อมฺพโร) เสด็จมาทรงเป็นประธานในการเปิดประชุมพร้อมประทานพระโอวาทความว่า สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระราโชบายไว้ เป็นแนวทางการดำเนินงานของคณะสงฆ์ว่า พัฒนาความรู้และคุณภาพของพระสงฆ์ให้เป็นหลักใจของประชาชน ให้พระมีความสำนึกและเป็นประโยชน์ในสังคมไทย มหาเถรสมาคม รับสนองพระราโชบายนี้ด้วยการประกาศเน้นย้ำให้พระสังฆาธิการ เจ้าอาวาส พระอุปัชฌาย์ และพระมหาเถระทั้งหลายเอาใจใส่ในการคัดกรองบุคคลจะมาบรรพชาอุปสมบท การอบรมสั่งสอนพรภิกษุสามเณรในปกครอง และกวดขันผู้อยู่ในปกครองหรือผู้เป็นศิษย์ให้ดำรงตนในกำระเบียบ และพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาทต่อไปว่า พระสังฆาธิการที่มาประชุมในที่นี้ ย่อมทราบดีว่า เป็นเจ้าพนักงาน ตามกฎหมายในกฎหมายของบ้านเมือง ถ้าบุคคลใดมีตำแหน่งหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน ก็ย่อมอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน คือ ถ้าปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบบุคคลผู้เป็นพนักงานย่อมต้องได้รับผลร้ายตามกฎหมายของบ้านเมืองอย่างไม่มีข้อยกเว้น กฎหมายนั้นนับเป็นบรรทัดฐานที่หนักสุดของสังคม ถ้าไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืน ก็ต้องได้รับโทษตามบัญญัติ ในขณะเดียวกันเราทั้งหลายล้วนเป็นบรรพชิต ยังมีบรรทัดฐานอีกระดับหนึ่งเรียกว่า พระธรรมวินัย คอยกำกับ ถ้าดำรงตนอยู่ในพระธรรมวินัย ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลใดๆ ว่ากฎหมายบ้านเมืองจะส่งผลร้ายอะไรแก่ตัวท่าน ในการประชุมครั้งนี้จึงขอย้ำเตือนให้ทุกท่านได้ศึกษาทบทวน ปฏิบัติการ และกวดขันผู้อยู่ในปกครองให้อยู่ภายใต้พระธรรมวินัย กฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งอย่างเคร่งครัด และขอให้ปฏิบัติตามจริยาพระสังฆาธิการ เพื่อช่วยรักษาเชิดชูคณะสงฆ์ให้มั่นคงคู่ราชอาณาจักรไทย

ด้านนพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวว่า  การศึกษาเป็นเรื่องที่จำเป็นมากสำหรับคณะสงฆ์ แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงมากขณะนี้ คือ โซเชียลมีเดีย ที่มีทั้งคุณและโทษ โดยเฉพาะโทษที่ส่งผลต่อเด็ก เยาวชน รวมถึงพระภิกษุ สามเณร ทั้งเรื่องของทัศนคติ รวมถึงสื่อที่ไม่เหมาะสมที่เข้าถึงได้ง่าย อาทิ สื่อลามกอนาจาร การให้ความรู้เกี่ยวกับการไม่นับถือศาสนาที่จะส่งผลต่อศีลธรรม เป็นเรื่องที่น่าห่วง จึงขอฝากทางคณะสงฆ์ให้ช่วยกันสร้างศีลธรรมสู่เด็กและเยาวชน ครู ผู้ปกครอง เพื่อที่จะมีภูมิคุ้มกันในการที่จะเป็นเกราะคุ้มครองจากโซเชียลมีเดียที่จะมาทำร้ายได้ นอกจากนี้ ตนได้ยินเสียงตอบรับจากพุทธศาสนิกชนที่ชื่นชอบมติมส.ที่ส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้บวช 15-30 วันและมีหลักสูตรให้พระบวชใหม่ที่ชัดเจน ไม่เน้นการบวชแก้บน ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อการบวช เพื่อศึกษาหาความรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่าจริงจังมากขึ้น รวมถึงการจัดระเบียบห้ามจำหน่ายวัตถุมงคลในพระอุโบสถ หรืออุโบสถ เพราะถือว่า เป็นสถานที่ให้สงฆ์ทำสังฆกรรม นับเป็นสิ่งที่ประชาชนชื่นชมต่อคณะสงฆ์เป็นอย่างมาก

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลพศ. กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายแน่วแน่ร่วมมือกับคณะสงฆ์ในหลายมิติ ทั้งสนองงาน ส่งเสริมการปฏิรูปให้พระพุทธศาสนาเกิดความรุ่งเรืองตามปณิธานของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้แผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ถือว่ามีความคืบหน้ามาก โดยรัฐบาลเห็นว่า การปฏิรูปจากภายในเป็นเรื่องสำคัญที่สุด รวมทั้งขอให้คณะสงฆ์ยึดแนวทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 2 ประการ คือ 1.รักษาศรัทธาให้มั่นคงตามหลักธรรมคำสอนให้ยั่นยืน2.ปฏิรูปให้พระสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจของประชาชน นอกจากนี้ปัญหาที่คณะสงฆ์พบ คือ เรื่องการบริหารจัดการ ถือว่า เป็นจุดอ่อนขององค์กรที่จะต้องมีการปรับ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews