ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก

เมื่อผู้หญิงได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวีแล้ว พบว่าร้อยละ 90 ของผู้หญิงที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะหายไปได้ด้วยตนเอง ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของผู้ได้รับเชื้อที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันมาจัดการกับเชื้อไวรัสเอชพีวีนี้ได้ จะเหลือผู้หญิงที่ได้รับเชื้อแล้วอีก

ประมาณร้อยละ10 ที่ยังคงพบเชื้ออยู่ในร่างกายต่อไป ซึ่งในจำนวนนี้จะมีเชื้อไวรัสเอชพีวีหลงเหลืออยู่ และคอยโอกาสเมื่อสภาวะเหมาะสมต่อการติดเชื้อลุกลามของโรค เช่น เมื่อร่างกายอ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ ก็จะเกิดการลุกลามของการติดเชื้อไวรัสและพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 85-10 ปี
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน (รวมถึงคู่นอนไปมีคู่นอนอื่นๆ อีกหลายคน) การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยๆ ประวัติการเป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ การมีบุตรหลายคน การสูบบุหรี่ การกินยาคุมกำเนิดมานานกว่า 5 ปี และไม่เคยตรวจแพ็ปสเมียร์ (pap smear อ่านว่า ‘แพ็ป-สะ-เมีย’ คือการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก) เป็นต้น จนมีคำกล่าวว่า “แม่ชี…จะไม่ค่อยเป็นมะเร็งปากมดลูก แต่จะพบได้บ่อย..ในหญิงโสเภณี”
ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เพื่อจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี และลดโอกาสการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้อีกทอดหนึ่งด้วย//หมอชาวบ้าน